ปฐมบทแห่งการห้ำหั่น ณ โรงละครแห่งความฝัน
ภายใต้เพดานเมฆสีตะกั่วที่โอบล้อมสถาปัตยกรรมอันโอ่อ่าของ Old Trafford ขุนพลของ Michael Carrick เริ่มต้นร่ายมนตร์แห่งความดุดันตั้งแต่นาทีแรก Kobbie Mainoo พลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย ก่อนที่ Harry Maguire ปราการหลังผู้เปรียบเสมือนคานเหล็กกล้าในงานก่อสร้าง จะโหม่งลูกบอลพุ่งทะยานไปหาเส้นชัย แต่กลับถูกสกัดออกมาได้อย่างหวุดหวิดจากปลายเล็บของผู้มาเยือน
แรงอัดฉีดจากบราซิลและวิถีโค้งที่สมบูรณ์แบบ
ความกดดันมหาศาลที่โถมเข้าใส่ราวกับค้อนปอนด์ที่ทุบลงบนทั่งเหล็ก ในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผลในนาทีที่ 11 เมื่อ Bruno Fernandes บรรจงปั่นลูกเตะมุมให้ลอยละล่องข้ามฟาก เสียง ‘ตึ้บ’ จากศีรษะของ Maguire ส่งบอลต่อไปยังเสาไกล ที่นั่น Casemiro ยืนตระหง่านอยู่ราวกับเครื่องจักรสังหารที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ เขาเปลี่ยนทิศทางบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย ปลุกเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วอัฒจันทร์
ทางฝั่ง Brentford พยายามตอบโต้ด้วยความเกรี้ยวกราด Mikkel Damsgaard บรรจงถวายพานให้ Michael Kayode ตะบันเต็มข้อ แต่ทิศทางของมันถูกเบี่ยงเบนออกไปโดย Senne Lammens นายทวารผู้ยืนเฝ้าหน้าปากประตูฝั่ง Stretford End ราวกับประติมากรรมที่ขยับเขยื้อนได้
จังหวะสังหารและเสียงสะท้อนจากแนวหลัง
ในช่วงท้ายของครึ่งแรก Igor Thiago พยายามบุกทะลวงป้อมปราการของ Lammens ถึงสามคราซ้อน แต่แล้วความหวังของฝูงผึ้งก็ถูกดับลงด้วยความเหนือชั้น Fernandes ทำสถิติแอสซิสต์ที่ 19 ใน Premier League ด้วยการตักบอลอย่างนุ่มนวลให้ Benjamin Šeško ชิพบอลข้ามตัว Caoimhin Kelleher เข้าไปอย่างวิจิตรบรรจง ราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกแต่งแต้มอย่างบรรจง
แม้ในช่วงท้ายเกมที่บรรยากาศเริ่มเฉื่อยชา Mathias Jensen จะจุดประกายไฟด้วยลูกยิงไกลทรงพลังที่พุ่งแหวกอากาศเข้าประตูไปในนาทีที่ 87 สร้างความระทึกขวัญให้แก่เหล่าสาวกปีศาจแดง แต่มันก็สายเกินไปที่จะหยุดยั้งชัยชนะครั้งนี้ Manchester United ยังคงรั้งอันดับสามของตาราง ทิ้งห่าง Liverpool ไป 3 คะแนน ขณะที่ทีมของ Keith Andrews ยังคงติดหล่มอยู่ที่อันดับเก้า
หญ้าชื้นแฉะและลู่แบน