ปฐมบทแห่งความคลั่งไคล้ในดินแดนแห่งการแบ่งแยก
ผมตกหลุมรัก Arsenal ในโลกสีขาวดำของยุค Apartheid ยุคสมัยที่โทรทัศน์ถูกตราหน้าว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของคอมมิวนิสต์และถูกสั่งแบน สโมสรในฝันของผมอยู่ห่างออกไปถึง 6,000 ไมล์ เป็นดั่งภาพมายาที่มองไม่เห็น แต่มันช่างเหมาะสมเหลือเกินที่เรื่องราวความรักเหนือจริงซึ่งเริ่มต้นจากเด็กชายตัวน้อยใน South Africa เมื่อปี 1969 จะเดินทางมาถึงจุดสูงสุดในคืนวันเสาร์นี้ ณ ยุโรปตะวันออก แฟนบอลวัย 65 ปีคนนี้ และลูกชายวัย 25 ปี ผู้ลุ่มหลงในทัพปืนใหญ่ไม่แพ้กัน จะไปปรากฏตัวในนัดชิงชนะเลิศ Champions League ที่ Budapest เพื่อเผชิญหน้ากับขุมกำลังอันเจิดจรัสอย่าง Paris Saint-Germain
มันคือนัดสุดท้ายของฤดูกาลที่ Arsenal ต้องกรำศึกหนักอย่างบ้าคลั่ง เราเหนื่อยล้าพอๆ กับที่ยังคงรู้สึกอิ่มเอม ผมยังจำได้ว่าเกมสุดท้ายของฤดูกาลนี้อาจจบลงที่ความพ่ายแพ้ของ Swindon ต่อ Chesterfield ใน League Two ก็เป็นได้ ผมผ่านความเจ็บปวดกับ Arsenal มานับไม่ถ้วน แต่มันคงเป็นตราบาปที่หนักหนากว่ามากหากต้องใช้เวลา 57 ปีไปกับการเชียร์ Swindon
ภาพจำจากแผ่นฟิล์มและเครื่องจักรสีแดง
โชคชะตาอาจพลิกผันได้ เพราะในงานวันเกิดครบรอบ 8 ขวบของผมเมื่อเดือนเมษายน 1969 เราไปดูหนังกัน และได้ชมข่าวจาก Pathé News ที่ฉายภาพไฮไลต์นัดชิงชนะเลิศ League Cup ระหว่าง Arsenal กับ Swindon ซึ่งแข่งจบไปแล้วหกสัปดาห์ก่อนหน้า ผมย้อนดูฟุตเทจความยาวสองนาทีครึ่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมผมถึงถูกมนต์สะกด
ตามปกติแล้ว เด็กๆ มักจะเลือกเชียร์ทีมที่ชนะ และในวันนั้น Swindon จากดิวิชั่น 3 ถล่ม Arsenal ไป 3-1 โดย Don Rogers ซัดสองประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษ “Swindon Town บุกมาถึงเมืองหลวงและบดขยี้หนึ่งในเครื่องจักรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ” เสียงผู้บรรยายรุ่นเก๋ากล่าวด้วยความปรีดา
บางทีคำบรรยายที่ว่า Arsenal คือ ‘เครื่องจักร’ อาจเป็นตัวกำหนดทางเลือกของผม มันไม่สำคัญเลยว่าพวกเขาจะแพ้ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะติดตามเครื่องจักรสีแดงอันทรงพลังนี้ตลอดไป โดยหารู้ไม่ว่าในอีกหลายทศวรรษต่อมา เพลง “Second again, olé, olé” จะกลายเป็นบทเพลงที่ตามหลอกหลอนพวกเรา
เสียงเพรียกจากคลื่นวิทยุและกลิ่นอายแห่ง Highbury
ความจงรักภักดีเปลี่ยนเป็นความเทิดทูนเมื่อสโมสรคว้า Double แชมป์ทั้งลีกและ FA Cup ในเดือนพฤษภาคม 1971 ภาพของ Charlie George ผมยาวสลวย ซัดประตูชัยใส่ Liverpool ที่ Wembley ตรึงตาผมและเพื่อนๆ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เมื่อกลับไปถึงสวนหลังบ้านในย่านชานเมือง เราพยายามเลียนแบบท่าดีใจของ Charlie ที่นอนแผ่หลากลางสนาม สองแขนเหยียดออกด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาบนผืนหญ้า Wembley ที่อาบชโลมด้วยแสงแดด
ผมตกหลุมรัก Arsenal ผ่านภาพสโลว์โมชั่นในจินตนาการ เพราะไม่เคยได้ดูพวกเขาถ่ายทอดสด แต่ผมยังคงได้เห็นยอดนักเตะอย่าง George Best, Bobby Moore หรือแม้แต่ Roy Hodgson ผู้สัญจรมาขุดทองในลีกคนขาวของ South Africa ท่ามกลางการคว่ำบาตรทางกีฬา
ทุกเช้าวันอาทิตย์ ผมจะรีบวิ่งไปที่ร้านของชำที่หัวมุมถนนด้วยความตื่นเต้นจนตัวสั่น เพื่อพลิกไปดูหน้าข่าวกีฬาและผลบอลอังกฤษ พลังลึกลับของตัวอักษรที่เขียนว่า Arsenal 3, Ipswich Town 1 นั้นช่างรุ่งโรจน์ หรือบางครั้งมันก็มาพร้อมความเศร้าหมองอย่างฉับพลันเมื่อเห็นผล Leeds United 1, Arsenal 0
ไม่นานนัก ผมก็ติดงอมแงมกับการฟังบรรยายสดครึ่งหลังผ่าน BBC World Service นักพากย์อัจฉริยะอย่าง Peter Jones วาดภาพด้วยถ้อยคำได้สดชัดจนมันจุดประกายจินตนาการของผมให้ลุกโชน นอกจากนี้ยังมีนิตยสาร Shoot! ที่ส่งตรงจากอังกฤษและมาถึงช้าไป 6 สัปดาห์ เราอ่านทุกตัวอักษร ศึกษาทุกรูปถ่าย จนจำรายชื่อนักเตะได้ทั้งทีม ไม่เว้นแม้แต่ทีมกลางตารางอย่าง Coventry หรือ Southampton
เลือดสีเดียวกันที่ไหลเวียนใน Highbury
เมื่อผมหนีจากกองทัพและระบอบ Apartheid มาถึงอังกฤษในยุค 80 ผมไปดูเกมแรกที่ Arsenal เสมอกับ Chelsea 1-1 ผมยืนอยู่บนอัฒจันทร์ North Bank เพียงลำพัง แต่กลับรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน Arsenal กลายเป็นครอบครัวที่สองของผม ในยุคนั้นคุณสามารถเดินเข้า Highbury ตอนบ่ายสองสิบห้า จ่ายเงิน 4 ปอนด์ที่ประตูหมุน แล้วเข้าไปยืนประจำที่เดิมบน North Bank เราพยักหน้าให้คนคุ้นหน้าคุ้นตา บางครั้งเราสวมกอดกันอย่างบ้าคลั่งเมื่อได้ประตูชัยนาทีสุดท้าย ทั้งที่ไม่รู้จักชื่อกันด้วยซ้ำ
Arsenal ไม่ได้เก่งกาจนกในตอนที่ผมมาถึง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อ George Graham เข้ามาในปี 1986 เรามีแผงหลังเหล็กกล้าอย่าง Lee Dixon, Tony Adams, Steve Bould และ Nigel Winterburn รวมถึงสามประสานผิวสีที่ทักษะสูงและแข็งแกร่งอย่าง David Rocastle, Paul Davis และ Michael Thomas
ในยุคที่การเหยียดผิวในฟุตบอลอังกฤษยังรุนแรง Arsenal กลับแตกต่างออกไป เราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ไม่สำคัญว่าคุณจะผิวขาวหรือผิวสี เพราะเราทุกคนต่างมี ‘เลือดสีแดง’ ไหลเวียนอยู่ในกาย
มรดกจากพ่อสู่ลูก และความหวังที่ผลิบาน
จากยุคสมัยของ Arsène Wenger ที่เปลี่ยนโฉมหน้าฟุตบอลอังกฤษด้วยศิลปะอันวิจิตรและจิตวิญญาณเหล็กของ Thierry Henry, Dennis Bergkamp และ Patrick Vieira มาจนถึงยุคปัจจุบัน ผมได้เห็นลูกชายของผม Jack เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความคลั่งไคล้แบบเดียวกัน เขาเคยร้องไห้โฮเมื่อเราแพ้ Birmingham ในนัดชิง Carling Cup ปี 2011 ผมได้แต่สัญญาว่าเขาจะได้เห็นทีมชูถ้วยอีกมากมาย และผมก็พูดถูกเมื่อเราคว้า FA Cup ได้อีก 4 สมัยหลังจากนั้น
ปีที่แล้ว Jack มอบของขวัญล้ำค่าให้ผม เป็นสมุดบันทึกสีดำผูกริบบิ้นสีแดง เขาบรรจงเขียนรายละเอียดทุกนัดของ Arsenal ที่เราไปดูด้วยกันตลอด 19 ปีที่ผ่านมาด้วยลายมือ ทุกวันที่ ทุกประตู ทุกชื่อนักเตะ มันคือเครื่องเตือนใจถึงสายสัมพันธ์ที่ฟุตบอลสร้างขึ้น
และในที่สุด ความสมหวังก็มาถึง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Manchester City เสมอกับ Bournemouth ส่งให้ Arsenal เถลิงบัลลังก์แชมป์ลีก Jack โทรหาผมทันทีที่จบเกม เขาทั้งร้องไห้และหัวเราะพลางถามคำถามง่ายๆ ว่า “พ่อทำอะไรกับผมเนี่ย?”
มันคือแชมป์ลีกครั้งแรกในชีวิตแฟนบอลของเขา และตอนนี้เรากำลังอยู่บนเส้นทาง…
ผืนหญ้าชุ่มน้ำค้าง