รอยร้าวบนมหาวิหารแห่งฟุตบอล
ท่ามกลางกลิ่นอายของชัยชนะที่ควรจะหอมหวานดั่งไวน์ชั้นเลิศหลัง Paris Saint-Germain สยบ Arsenal ในนัดชิงชนะเลิศ Champions League ทว่าราตรีแห่งกรุง Paris กลับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงแห่งจลาจล ตัวเลขผู้บาดเจ็บพุ่งสูงถึง 219 ราย ท่ามกลางการปะทะที่รุนแรงราวกับสงครามกลางเมืองระหว่างเหล่าสาวกผู้บ้าคลั่งและกำแพงเหล็กในเครื่องแบบตำรวจ
Laurent Nuñez รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เผยถึงความบอบช้ำของเมืองหลวงว่ามีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง 8 ราย ขณะที่เหล่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ถูกส่งลงไปราวกับกองทัพเพื่อระงับเหตุจลาจลที่ขัดขวางเส้นทางเดินรถและรางเหล็กทั่วเมือง ต่างก็ได้รับบาดเจ็บไปถึง 57 นาย
พันธนาการแห่งความรุนแรง
ในค่ำคืนที่ท้องฟ้าควรจะสว่างไสวด้วยพลุเฉลิมฉลอง กลับกลายเป็นควันปืนและแก๊สน้ำตา Nuñez ระบุว่ามีการจับกุมผู้ก่อเหตุถึง 780 ราย โดยกว่า 450 รายยังคงถูกจองจำอยู่ใต้พันธนาการของกฎหมาย และที่น่าสลดใจยิ่งกว่าคือการพบร่างไร้วิญญาณบนถนนวงแหวนของ Paris หลังจากกลุ่มผู้ประท้วงพยายามปิดกั้นเส้นทางสัญจรจนเกิดอุบัติเหตุที่ไม่อาจย้อนคืน
สำหรับการเฉลิมฉลองชัยชนะ ณ ฐานรากเหล็กกล้าของ Eiffel Tower ในวันอาทิตย์นี้ กองกำลังตำรวจกว่า 6,000 นายถูกระดมพลมาราวกับเตรียมรับศึกใหญ่ รัฐมนตรีมหาดไทยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “เราคือประเทศที่ยึดมั่นในระเบียบวินัย เราอนุญาตให้มีการรวมตัวด้วยเสรีภาพ แต่ไม่ใช่ความบ้าคลั่งที่เกินขอบเขต”
เงาหลอนจากอดีตและเสียงคำรามของฝ่ายขวา
ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งจารึกไปเมื่อปีก่อนซ้ำรอยเดิมอย่างน่าประหลาด เมื่อชัยชนะในถ้วยใบเดียวกันนี้ของ Paris Saint-Germain เคยเปลี่ยนเสียงโห่ร้องให้กลายเป็นเสียงคร่ำครวญมาแล้วครั้งหนึ่ง ภาพเหตุการณ์บนถนน Champs-Élysées หลังสิ้นเสียงนกหวีดจากการดวลจุดโทษที่บีบคั้นหัวใจ เต็มไปด้วยแสงวูบวาบจากพลุไฟ จักรยานไฟฟ้าที่มอดไหม้ประหนึ่งเศษเหล็กในเตาหลอม และเสียงเพล้งของกระจกหน้าร้านที่แตกกระจายดั่งเศษแก้วในมหาสมุทร
Marine Le Pen ผู้นำฝ่ายขวาจัด ได้ตราหน้าเหตุการณ์นี้ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “มีเพียงใน France เท่านั้นที่ชัยชนะของสโมสรฟุตบอลจะจุดชนวนจลาจล… มีเพียงที่นี่ที่ทุกคนต้องขังตัวเองอยู่ในบ้านเพียงเพื่อหลีกหนีความรุนแรงในคืนแห่งความสำเร็จ”
เกียรติยศที่เปื้อนเลือด
แม้เมืองจะบอบช้ำ แต่ขบวนพาเหรดของผู้ชนะยังคงต้องดำเนินต่อไป เหล่านักเตะผู้เป็นดั่งเทพเจ้าบนผืนหญ้ามีกำหนดการเคลื่อนขบวนผ่าน Champ-de-Mars เคียงข้าง Eiffel Tower ก่อนจะเข้าพบ Emmanuel Macron ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส เพื่อรับการยกย่องในฐานะสโมสรที่ก้าวขึ้นสู่ทำเนียบ ‘ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล’ ด้วยการคว้าแชมป์ติดต่อกัน ขณะที่ฝั่ง Arsenal ความเจ็บปวดครั้งนี้จะเป็นดั่งเชื้อไฟที่แผดเผาให้พวกเขาแกร่งขึ้นในฤดูกาลหน้า
หญ้ายังชุ่มเลือด