ความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน: บันทึกจาก Emirates Stadium
ต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่ความรู้สึกนี้จะจางหายไป และพูดตามตรง ผมไม่ต้องการให้มันหายไปเลย ผมไม่อยากให้กลิ่นของพลุแฟลร์ที่เหมือนกับเสียงพลุกระดาษนับพันดังขึ้นพร้อมกันเลือนหายไปจากผิวหนัง ไม่อยากให้กระแสคอนเทนต์ลดน้อยลง และไม่อยากให้ความสุขนี้จบสิ้นลง
เมื่อเสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้นในเกมที่ Manchester City เสมอกับ Bournemouth 1-1 น้ำตาก็เริ่มไหล ผมรีบสวมกางเกงยีนส์และรองเท้าผ้าใบ บอกให้ลูกชายเปลี่ยนชุดนอน แล้วมุ่งหน้าไปยัง Emirates Stadium จากนั้นในวันอาทิตย์ ผมกลับไปที่นั่นอีกครั้งพร้อมแชมเปญในมือ เพื่อเดินวนรอบสนามด้วยความตื้นตัน และไปเยือนอัฒจันทร์ East Stand เก่าที่ Highbury เพื่อนั่งบนขั้นบันไดหน้าโถงหินอ่อนอันเป็นตำนาน
สถิติแห่งช่วงชีวิต: จาก 17 สู่ 39 ปี
ผมอายุ 17 ปีตอนที่ Arsenal ชูถ้วย Premier League ครั้งล่าสุด ปัจจุบันผมอายุ 39 ปี แต่งงานแล้วและมีลูกวัย 12 ปี หากพิจารณาตามตัวเลข หลายสิ่งเปลี่ยนไปมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือขีดความสามารถของฟุตบอลในการผลิตอารมณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ความเจ็บปวดไปจนถึงความปิติยินดี แนวคิดที่ว่าฟุตบอลสามารถสร้างอารมณ์ที่รุนแรงเช่นนี้อาจดูแปลกประหลาดสำหรับคนนอก แต่มันคือเรื่องจริงที่มีผลกระทบทางกายภาพ มันสร้างบาดแผลและมันก็เยียวยาเราได้
ฟุตบอลในฐานะกลไกการเยียวยาและทางออก
ฟุตบอลทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้กับช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิต มันเป็นทางออกสำหรับอารมณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเกมในสนามด้วยซ้ำ เช่น แฟนบอลที่เล่าว่าการดู Arsenal ในช่วงต้นฤดูกาลช่วยให้เขามีพื้นที่ทางจิตใจที่ล้ำค่าในขณะที่ลูกน้อยเพิ่งคลอดกำลังต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในโรงพยาบาล หรือแฟนบอลที่หวังว่าญาติผู้ใหญ่จะได้สัมผัสความสุขจากแชมป์อีกสักครั้ง หรือแม้แต่คนที่เดินทางไปยังสุสาน Islington และ St Pancras เพื่อนำผ้าพันคอไปวางไว้บนหลุมศพ
ความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างกีฬากับกิจกรรมอื่น
ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนว่าอะไรคือสิ่งที่นำความสุขมาสู่ชีวิตผู้คน และสรุปได้ว่าไม่มีอะไรเทียบได้กับสิ่งที่กีฬาหยิบยื่นให้ ฟุตบอลมอบประสบการณ์ร่วมกันที่เหมือนกับลัทธิทางศาสนาที่ไม่มีศาสนา หรือการเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการทางการเมืองมวลชน แต่ความไม่แน่นอน (Unpredictability) และความยืนยาว (Longevity) คือสิ่งที่ทำให้มันแตกต่าง
มีสิ่งอื่นมากมายที่สร้างความสุขให้ผม ทั้งครอบครัว การเป็นพ่อคน หรือการสร้างสรรค์งานศิลปะและงานเขียน แต่ไม่มีสิ่งใดที่สามารถกระแทกเข้าที่ท้องน้อยอย่างรุนแรงหรือโอบกอดเราได้อย่างแน่นแฟ้นเท่าฟุตบอล มันทำให้คุณร้องไห้ออกมาดังๆ ได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะด้วยความเจ็บปวดหรือความสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่บริบทอื่นในสังคมแทบจะไม่อนุญาตให้ทำ
การเชื่อมต่อที่ขาดหายในสังคมสมัยใหม่
นั่นคือเหตุผลที่เมื่อผมเดินผ่านถนนใน Hackney และ Islington ในวันอาทิตย์ที่มีขบวนพาเหรด ฝูงชนหลั่งไหลผ่านซอยย่อยเหมือนลาวาที่เคลื่อนที่ช้าๆ ผมมองดูคนที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองด้วยความเสียดาย ผมสงสารช่องว่างในชีวิตของพวกเขาที่พวกเขาอาจไม่รู้ตัว ซึ่งผมคิดว่าไม่มีอะไรอื่นจะมาเติมเต็มได้
ในคืนที่ Manchester City พลาดท่าส่งแชมป์ให้ Arsenal ความสุขนั้นช่างทรงพลัง มีภาพเด็กทารกถูกชูขึ้นฟ้าราวกับเป็นถ้วยรางวัล ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลที่เหมือนกำลังดูการชูถ้วยจริงๆ คืนนั้นและขบวนพาเหรดหลังเกมสุดท้ายกับ Crystal Palace มอบสิ่งที่สังคมที่แตกแยกในปัจจุบันขาดหายไป นั่นคือ Connection (การเชื่อมต่อ) และ Community (ชุมชน) ไม่มีใครสนใจว่าคนที่ยืนข้างๆ เป็นใคร และมีน้อยสิ่งนักในปัจจุบันที่มีพลังในการดึงดูดผู้คนให้มารวมตัวกันในความรู้สึกร่วมว่า “ไม่มีอะไรอื่นสำคัญไปกว่านี้อีกแล้ว”
ความย้อนแย้งและจิตวิญญาณที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม Arsenal ก็ไม่ใช่สโมสรที่สมบูรณ์แบบ Stan Kroenke เจ้าของทีมมหาเศรษฐีอาจกำลังมีชื่อเสียงที่ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่ใช่คำตอบที่ใสสะอาดเมื่อเทียบกับเจ้าของสโมสรที่เป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอย่างใน Abu Dhabi หรือ Saudi Arabia ดีลสปอนเซอร์กับ Emirates, Visit Rwanda และ Deel รวมถึงการตัดสินใจส่ง Thomas Partey ลงสนามท่ามกลางการสอบสวนของตำรวจ (ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธ) ล้วนสร้างความขัดแย้งในใจ
แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแฟนบอลและสโมสรนั้นฝังรากลึก สโมสรอาจเป็นของเจ้าของ แต่ Soul (จิตวิญญาณ) ของสโมสรคือแฟนบอลที่จะอยู่ยงคงกระพันเหนือเจ้าของหรือดีลสปอนเซอร์ทุกราย ความสัมพันธ์ของคุณกับสโมสรอาจถูกกัดกร่อนไปบ้าง แต่ไม่มีอะไรทำลายเรื่องราวหรือการที่ความสำเร็จและความล้มเหลวของทีมทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้กับช่วงเวลาสำคัญในชีวิตคุณได้
บทสรุป: มากกว่าแค่ฟุตบอล
แฟนบอลไม่ใช่แค่ผู้บริโภค พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่ดูโชว์ แต่ต้องการสัมผัสความรู้สึก และ Arsenal ทำหน้าที่ได้ดีในการบ่มเพาะสิ่งนั้น โดยเฉพาะการนำเพลง The Angel หรือที่รู้จักกันในชื่อ North London Forever มาใช้ แม้จะถูกแฟนทีมคู่แข่งล้อเลียน แต่นี่ไม่ใช่เพลงเกี่ยวกับฟุตบอลเพียงอย่างเดียว แต่มันคือเพลงเกี่ยวกับสถานที่และการเฉลิมฉลองชุมชนชนชั้นแรงงาน สิ่งที่เราทุกคนโหยหาคือ “ชุมชน” และ Arsenal ได้มอบพื้นที่นั้นให้เราได้ระลึกว่าความรู้สึกนั้นเป็นอย่างไร