มันคือ Carrick… คุณก็รู้
Michael Carrick อดีตจอมทัพผู้ปิดทองหลังพระแห่ง Manchester United ชายผู้ใช้เวลา 12 ปีในฐานะนักเตะคอยถักทอเส้นด้ายในแดนกลาง บัดนี้เขากำลังจะได้ทำตามความฝันอันสูงสุด นั่นคือการก้าวขึ้นมาเป็นกุนซือใหญ่เพื่อนำทัพปีศาจแดงเดินหน้าต่อไปในอนาคต
แน่นอนว่าย่อมมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าชายผู้ที่แฟนบอลเคยขับขานบทเพลงสรรเสริญความสง่างามในสนามหญ้าผู้นี้ คือคนที่ใช่จริงหรือไม่? แต่คำถามของผมคือ… ทำไมจะไม่อ่ะ? หากเราได้เรียนรู้อะไรบางอย่างจากเหล่าผู้จัดการทีมที่ตบเท้าเข้าสู่ Old Trafford นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสมัยของ Sir Alex Ferguson นั่นคือการคุมทีมนี้ต้องใช้จิตวิญญาณที่พิเศษเหนือใคร
ไม่ว่าจะเป็นผู้เจนจัดอย่าง Louis van Gaal และ Jose Mourinho หรือกุนซือหนุ่มที่เนื้อหอมที่สุดในยุโรปอย่าง Erik ten Hag และ Ruben Amorim ต่างก็เคยลิ้มรสความหนักอึ้งของเก้าอี้ตัวนี้มาแล้วทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าขนาดของงานที่ Manchester United นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าแค่ความกระตือรือร้นจะรับมือไหว
ความสงบสยบความเคลื่อนไหว
แต่ Carrick นั้นต่างออกไป เช่นเดียวกับสมัยที่เขายืนเคียงข้าง Paul Scholes เขานำพาความเยือกเย็นกลับมาสู่ Carrington และ Old Trafford อีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่สโมสรโหยหาอย่างยิ่ง ไม่ว่าชัยชนะจะหอมหวานหรือความพ่ายแพ้จะขมขื่นเพียงใด Carrick ยังคงนิ่งสงบดั่งผิวน้ำที่ไร้รอยกระเพื่อม ซึ่งนี่คือสิ่งที่ทีมต้องการอย่างที่สุดหลังจากพายุลูกก่อนพัดผ่านไป
ชัยชนะเหนือ Chelsea เมื่อเดือนเมษายนคือจุดเปลี่ยนสำคัญ แม้เขาจะเริ่มต้นได้อย่างสวยหรูด้วยการปราบ Manchester City และ Arsenal แต่ความพ่ายแพ้ต่อ Leeds ก็เกือบจะทำให้ฤดูกาลนี้พังทลาย ทว่าลูกทีมของเขากลับสำแดงเดชด้วยการเก็บชัยเหนือ Chelsea, Brentford และ Liverpool จนการันตีอนาคตระยะยาวของเขาในที่สุด
สิ่งที่ Carrick ทำได้ถูกต้อง
การแต่งตั้งเขาในเดือนมกราคมดูเหมือนจะเป็นการเลือกคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม แต่จงอย่าประเมินงานที่เขาและทีมงานต้องแบกรับต่ำเกินไป Manchester United ภายใต้ Ruben Amorim ในช่วง 5 เดือนแรกนั้นเต็มไปด้วยความโกลาหล ความพ่ายแพ้ต่อ Brentford, Grimsby และ Everton (ที่เหลือ 10 คน) คือจุดตกต่ำครั้งใหม่ แต่ภายใต้บังเหียนของ Carrick ชัยชนะติดต่อกันไม่ใช่เรื่องยาก เขาเปิดตัวด้วยการชนะรวด 4 นัดในลีกทันที
ในยุคก่อน นักเตะดูจะแปลกแยกจากแผนการเล่นและความมั่นใจก็ถดถอย โดยเฉพาะหลังจากคำสัมภาษณ์ของ Amorim ที่วิจารณ์ Leny Yoro ว่า “คิดมากเกินไป” หรือ Patrick Dorgu ว่า “ประหม่า” แม้แต่ Kobbie Mainoo ก็แทบไม่ได้สัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกเลยจนกระทั่งเดือนมกราคม
ในทางกลับกัน Carrick ได้ใจลูกทีมไปเต็มๆ Mainoo กลับมาเป็นหัวใจหลักและเพิ่งสะบัดน้ำหมึกในสัญญาฉบับใหม่ ทีมงานเบื้องหลังก็สำคัญไม่แพ้กัน Steve Holland นำประสบการณ์จากแคมป์ทีมชาติอังกฤษมาใช้ Jonathan Woodgate เข้ามาขันน็อตแนวรับที่เคยรั่วไหลให้กลายเป็นดั่งกำแพงเหล็กที่แข็งแกร่ง
ขณะที่ Jonny Evans คอยเป็นพี่เลี้ยงให้ดาวรุ่งอย่าง Ayden Heaven และ Yoro ส่วน Travis Binnion ก็เป็นสะพานเชื่อมจากอะคาเดมี่สู่ทีมชุดใหญ่ และที่สำคัญที่สุดคือ Bruno Fernandes กัปตันทีมผู้เก่งกาจที่เกือบจะย้ายทีมเมื่อซัมเมอร์ก่อน บัดนี้เขากลับมาเล่นในตำแหน่งหมายเลข 10 ที่ถนัด และยกระดับการเล่นจนคว้า FWA Player of the Year มาครองได้สำเร็จ
ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า
ซัมเมอร์นี้จะเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ในการเสริมทัพเพื่อลุยศึก Champions League แม้ Jason Wilcox และ Christopher Vivell จะมีบทบาทหลัก แต่ความเห็นของ Carrick ก็ถูกนำมาพิจารณาด้วยเช่นกัน เราเห็นความยืดหยุ่นของเขาในเกมกับ Brentford ที่ปรับมาใช้กองหลัง 5 คนเพื่อปิดพื้นที่ริมเส้น แต่งานยากที่แท้จริงคือการเจาะทีมที่มาเน้นรับลึก ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของกุนซือคนก่อนๆ
ความสม่ำเสมอคือคีย์เวิร์ดสำคัญ ภารกิจของ Carrick คือการรักษามาตรฐานนี้ไว้ แฟนบอลอาจจะมองโลกในแง่ดี แต่ลึกๆ แล้วก็ยังหวั่นใจว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยเหมือนยุค Ole Gunnar Solskjaer หรือไม่ Carrick ในฐานะแฟนบอลพันธุ์แท้ของสโมสรย่อมรู้ดีว่าความคาดหวังนั้นหนักหนาเพียงใด
หญ้าเรียบกริบไร้รอยแผล.